7 แบรนด์เครื่องสําอาง ฮิตที่สุดในโลก ที่คุณไม่รู้ไม่ได้แล้ว

แบรนด์เครื่องสําอาง

คุณเคยสังเกตุมั๊ยว่าตัวเองต้องเกี่ยวข้องกับ แบรนด์เครื่องสําอาง และสกินแคร์มากมายตั้งแต่ลืมตาตื่นจนกระทั่งเข้านอน ทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลผิว, ผม, เครื่องสำอางและน้ำหอม ซึ่งเป็นธุรกิจโตมากๆ มีมูลค่าปีละเป็นล้านล้านบาท

คุณอาจคิดว่าตัวเองมีทางเลือกมากมาย แบรนด์เครื่องสําอางนั้นก็ดี แบรนด์นี้ก็น่าใช้ มีอิสระจเลือกแบรนด์ไหนก็ได้ แต่จากการศึกษากับพบว่า 182 แบรนด์ที่ขายดีที่สุดในโลกทั้งหมดนั้นความจริงแล้วเป็นของเพียง 7 แบรนด์ยักษ์ใหญ่เท่านั้นที่ครองธุรกิจความสวยความงามของโลก (ข้อมูลจากนิตยสารชื่อดัง Business Insider)

ทำไมคุณควรสนว่าแบรนด์เครื่องสำอางไหนครองโลก ?

Beauty and Skincare

ข้อมูลเรื่องสุขภาพและความสวยความงามมีเยอะมากจนทำให้คุณสับสนว่าอันไหนจริง ไม่จริง ดังนั้นถ้าคุณสามารถเข้าใจภาพรวมของธุรกิจนี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ดีขึ้นอย่างมากว่าอะไรคือสิ่งที่ดี เหมาะกับคุณที่สุดและไม่ต้องลงทุนจนกระเป๋าฉีก

ทำไมคุณต้องเข้าใจผิวตัวเอง?

ในฐานะผู้ใช้ที่ต้องการมีผิวสวยสุขภาพดี

เพราะผู้หญิงอย่างเราไม่เคยหยุดสวย การเข้าใจภาพรวมของธุรกิจความสวยงามที่คุณชอบ จะช่วยเป็นจุดเริ่มต้นพัฒนาความรู้ในการดูแลผิวอย่างถูกวิธีโดยไม่ต้องลงทุนจนกระเป๋าฉีกและ ไม่เลือกใช้อะไรที่เป็นอันตรายในภายหลัง

ในฐานะผู้ที่สนใจค้าขายหรือทำธุรกิจความสวยความงาม

ชื่อเสียงของคุณนั้นสร้างยากเป็นแรมปีแต่ถูกทำลายได้ง่ายเพียงพริบตา

คุณอาจหวั่นไหวกับสินค้ากระแสเพื่อทำกำไรระยะสั้นแล้วสร้างผลกระทบต่อผู้คนและชื่อเสียงตัวคุณในระยะยาว การเข้าใจภาพรวมของธุรกิจเครื่องสำอางและสกินแคร์ ช่วยให้คุณพัฒนาความรู้ในการดูแลผิวและทำธุรกิจอย่างถูกวิธี เพื่อเลือกลงทุนกับผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ผู้คนมีผิวสวยสุขภาพดีในระยะยาวเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนด้วยการส่งมอบสินค้าประโยชน์ช่วยให้ผู้คนมีผิวสวยสุขภาพดีและมีความสุขอย่างแท้จริง ตัวคุณเองก็จะมีความสุขและมีรายได้ดีในระยะยาว

7 แบรนด์เครื่องสําอาง ฮิตที่สุดในโลก

Cosmetic Brand

7 แบรนด์ยักษ์ใหญ่เท่านั้นที่ครองธุรกิจความสวยความงามของโลก (ข้อมูลจากนิตยสารชื่อดัง Business Insider)

Beauty Brands Income

1. ลอรีอัล (L’Oreal)

Loreal Product

ลอรีอัล (L’Oreal) เริ่มในปี 1909 โดยนักเคมีชาวฝรั่งเศส ชื่อ Eugène Schueller ได้คิดค้นน้ำยาย้อมสีผมด้วยสูตรพิเศษที่เรียกว่า Auréale แล้วได้รับความนิยมจากช่างทำผมในเมืองปารีสเป็นอย่างมาก

ด้วยแนวคิด (Vision) ที่อยากให้คนทั่วโลกมีเครื่องสำอางมีนวตกรรมที่ทั้งมีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ และปลอดภัย ทำให้ลอรีอัลขยายตลาดด้วยการซื้อบริษัทเครื่องสำอางแบรนด์อื่นเพื่อเจาะกลุ่มตลาดใหม่ และเพิ่มช่องทางการกระจายสินค้า จนทำให้ L’Oréal กลายมาเป็นบริษัทเครื่องสำอางอันดับ 1 ของโลก และเริ่มเข้ามาทำตลาดประเทศไทยในปี 2000 ปัจจุบันผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำสีผม บำรุงผิวพรรณ ครีมกันแดด เครื่องสำอาง น้ำหอม และผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม

Loreal

ในปัจจุบันธุกรกิจความงามของ L’Oréal  มีรายได้ถึงปีละ 1,060,000 ล้านบาทจาก 39 แบรนด์ลูก ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มคือ

ผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูง (L’Oréal Luxe) เช่น

Lancôme, Yves Saint Laurent, Giorgio Armani, Biotherm, Cacharel, Diesel, Viktor&Rolf, Ralph Lauren, Kiehl’s, Shu Uemura, Clarisonic, Guy Laroche, Paloma Picasso, Urban Decay, Maison Margiela, Yue Sai, Helena Rubinstein, IT Cosmetics, Atelier Cologne, และ Proenza Schouler

ผลิตภัณฑ์อุปโภค (Consumer Products) เช่น

L’Oréal Paris, Magic, Garnier, Maybelline New York, African Beauty Brands, Essie, NYX และ Niely

ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง (Active Cosmetics) เช่น

Vichy, La Roche-Posay, SkinCeuticals, Roger & Gallet, Sanoflore และ CeraVe

ผลิตภัณฑ์ช่างผมมืออาชีพ (Professional Products) เช่น

L’Oréal Professionnel, Kérastase, Redken, Matix, Pureology, Shu Uemura Art of Hair, Mizani, Decléor, Carita, Biolage และ Seed Phytonutrients

2. ยูนิลีเวอร์ (Unilever)

Unilever Product

ยูนิลีเวอร์ (Unilever) เริ่มในปี 1929 จากการควบรวมกิจการของ Margarine Unie ผู้ผลิตเนยเทียมชาวเนเธอร์แลนด์และ Lever Brothers ผู้ผลิตสบู่ชาวอังกฤษ ด้วยแนวคิด (Vision) ที่ช่วยให้ผู้คนดูดีขึ้น รู้สึกดีขึ้น และมีชีวิตที่ดีขึ้น

ขยายธุรกิจครอบคลุมสินค้าพร้อมอุปโภคบริโภคทันทีหรือ FMCG (Fast Moving Consumer Goods) ที่มียอดขายรวมอันดับ 1 ของโลกโดยแบ่ง 4 กลุ่มธุรกิจด้วยกันคือ Personal Care, Foods, Refreshment และ Home Care

Unilever

ปัจุบันธุกรกิจความงามของ Unilever มีรายได้ถึงปีละ 843,000 ล้านบาทจาก 38 แบรนด์ลูก โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มคือ Skincare, Haircare, Deodorants, Oral care ในแบรนด์ต่างๆเช่น 

Dove, Lux, Rexona, Sunsilk, Axe And Pond’s, Radox, Duschdas, Neutral, Suave, Clear, Lifebuoy and Vaseline.

3. เอสเต ลอเดอร์ (Estée Lauder)

Estee Lauder Products

เอสเต ลอเดอร์ (Estée Lauder) เริ่มในปี 1946 ที่อเมริกา คุณ Estée Lauder และสามีของเธอจากการผลิตเครื่องสำอางอยู่ในเมืองนิวยอร์กโดยใช้ชื่อตัวเองเป็นชื่อแบรนด์

ฉันไม่เคยมัวแต่ฝันถึงความสำเร็จ, ฉันทำงานเพื่อไปให้ถึงจุดนั้น”

เอสเต ลอเดอร์

Estée Lauder เธอมีความรักและหลงไหลในผลิตภัณฑ์ความงามอย่างมาก และมีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่าทุกอย่างเป็นไปได้ถ้าคุณมุ่งมั่นลงมือทำเพื่อมันอย่างแท้จริง

Estee Lauder Start Products

เธอเริ่มต้นด้วยสินค้าสกินแคร์เพียงแค่ 4 ตัว ด้วยแนวคิด (Vision) ที่เชื่อว่าผู้หญิงทุกคนสวยขึ้นได้ และผู้หญิงทุกคนควรดูแลตัวเองให้ดูดี ไม่ใช่เพื่อผู้ชาย แต่เพื่อตัวเอง

กลยุทธ์การตลาดของเอสเตคือ การมุ่งมั่นพัฒนาสกินแคร์ที่ลูกค้าใช้เห็นผลดีจึงเกิดการบอกปากต่อปาก ปัจจัยที่ทำเอสเตประสบความสำเร็จในบทบาทนักธุรกิจหญิงที่ทำการตลาดเจาะกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง นอกจากความมุ่งมั่นที่มีอย่างเต็มเปี่ยม ก็น่าจะอยู่ที่การเอาใจใส่ลูกค้าอย่างเต็มที่

เอสเตไปร่วมการเปิดร้าน Estée Lauder สาขาใหม่ทุกครั้ง และจะใช้เวลาเป็นสัปดาห์ที่สาขานั้นเพื่อแนะนำให้บีเอ (Beauty Advisor) เข้าใจถึงผลิตภัณฑ์อย่างแท้จริง รวมถึงแนะนำเทคนิคการขายและการจัดวางผลิตภัณฑ์ให้น่ามอง และแน่นอนว่าต้องน่าซื้อ ขณะเดียวกัน เอสเตจะไม่ยัดเยียดให้ลูกค้าซื้อผลิตภัณฑ์มาก ๆ เพราะเธอเชื่อว่า ท้ายสุดการดูแลความงามในชีวิตประจำวันคือการใช้ผลิตภัณฑ์ไม่กี่ตัวเท่านั้น

จากบริษัทเล็ก ๆ มีพนักงานไม่กี่คน Estée Lauder Companies Inc. ขยายกลายเป็นอาณาจักรความงามระดับโลก มีพนักงานหลายหมื่นคน จากหญิงสาวธรรมดา เอสเตกลายเป็นมหาเศรษฐีที่สร้างฐานะมั่นคงขึ้นมาได้ด้วยมันสมองและสองมือ เธอทุ่มเทชีวิตให้กับงานที่รักอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี

Estee Lauder

ปัจจุบันธุกรกิจความงามของ Estée Lauder  มีรายได้ถึงปีละ 465,000 ล้านบาทจาก 24 แบรนด์ลูก เช่น Lamer, Clinique และ Kilian

4. พีแอนด์จี (P&G)

P&G Products

พีแอนด์จี The Procter & Gamble Company (P&G) เริ่มต้นในปี 1837 ที่อเมริกา โดย  William Procter ช่างทำเทียนไขชาวอังกฤษและ James Gamble ช่างทำสบู่ชาวไอร์แลนด์ที่อพยบมาอยู่อเมริกา คู่เขยที่เหมือนจะเป็นคู่แข่งทางธุรกิจกัน แต่มีพ่อตาที่แนะนำให้เริ่มต้นธุรกิจร่วมกันกลายเป็น Procter & Gamble ที่ผลิตสบู่และเทียนไขขาย

ด้วยแนวคิด (Vison) ที่อยากเป็นแบรนด์สินค้าและบริการที่มีคุณภาพเพื่อให้ผู้บริโภคมีชีวิตที่ดีขึ้น P & G ได้ขยายธุรกิจครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภค personal health, personal care and hygiene product

P&G

ปัจจุบันธุกรกิจความงามของ P&G มีรายได้ถึงปีละ 421,000 ล้านบาทจาก 39 แบรนด์ลูก เช่น Olay, SK-II และ Pantene

5. โคตี้ (Coty)

Coty Products

โคตี้ (Coty) เริ่มต้นในปี 1904 ที่ปารีสประเทศฟรั่งเศษ โดย Francois Coty ผู้ที่ได้รับยกย่องให้เป็นผู้ให้กำเนิดอุตสาหกรรมน้ำหอมสมัยใหม่ 

ด้วยแนวคิด (Vision) ที่อยากให้ผู้คนสวยในแบบของตัวเองเพื่อมีความสุขและสนุกกับชีวิตด้วยความมั่นใจและเชื่อมั่นในตัวเอง Coty ได้ขยายธุรกิจความสวยความงามคลอบคลุม Cosmetic, Skincare, Fragrance and Haircare

Coty

ปัจจุบันธุกรกิจความงามของ Coty มีรายได้ปีละ 319,000 ล้านบาทจาก 33 แบรนด์ลูก เช่น Clairol, Katy Perry และ Beyonce

6. ชิเซโด้ - Shiseido

Shiseido Products

ชิเซโด้ – Shiseido ถือเป็นแบรนด์เครื่องสําอางที่เก่าแก่ที่สุดแบรนด์หนึ่งของโลก เริ่มต้นในปี 1872 ที่โตเกียวประเทศญี่ปุ่น โดย อาริโนบุ ฟูกูฮาร่า อดีตเภสัชกรของกองทัพญี่ปุ่น ออกมาเปิดร้านขายยาสไตล์ตะวันตกแห่งแรกในประเทศญี่ปุ่น เพราะไม่ประทับใจในคุณภาพของยาตามท้องตลาด และเขายังต้องการจัดตั้งหน่วยฝึกหัดเภสัชกรในญี่ปุ่น ด้วยความตั้งใจสร้างโมเดลธุรกิจเวชภัณฑ์สไตล์ตะวันตกบนพื้นฐานแห่งความเป็นตะวันออก ชื่อชิเซโดจึงเป็นที่รู้จักในภาพลักษณ์ของเวชภัณฑ์ก่อนพัฒนาและต่อยอดเป็นกลุ่มเครื่องสำอางในเวลาต่อมา

ด้วยแนวคิด (Vision) การนำวัตถุดิบชั้นดีจากทุกมุมโลกมาใช้ เพื่อตอบโจทย์การรักษาโรคให้ดีที่สุด และมุ่งมั่นที่จะสร้างธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ทางการแพทย์ จึงเติบโตเป็นแบรนด์เครื่องสำอางที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก ครอบคลุมสินค้าด้าน Skincare, Haircare, Cosmetics และน้ำหอม

Shiseido

ปัจจุบันธุกรกิจความงามของชิเซโด้มีรายได้ปีละ 302,000  ล้านบาทจาก 30 แบรนด์ลูก เช่น IPSA, Za และ Nars

7. จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson & Johnson)

Johnson & Johnson Products

จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson & Johnson) เริ่มต้นในปี 1885 โดยสองพี่น้อง โรเบิร์ต วูด จอห์นสัน (Robert Wood Johnson) และ เจมส์ วูด จอห์นสัน (James Wood Johnson) ทำธุรกิจอุปกรณ์ผ่าตัดที่ได้รับการฆ่าเชื้อ เช่น อุปกรณ์เย็บแผล ผ้าก๊อซ และสำลี เพราะสมัยนั้น วิวัฒนาการทางการแพทย์ยังไม่เจริญ และค้นพบว่าหากอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้รับการทำความสะอาด และผ่านวิธีการฆ่าเชื้ออัตตราการรักษาผู้ป่วยสำเร็จ จะเพิ่มขึ้นมาก

ทำให้ Johnson & Johnson ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว จนบริษัทได้เริ่มต่อยอดทำธุรกิจที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมยา เครื่องมือการแพทย์ และการดูแลสุขภาพ

Johnson & Johnson

ปัจจุบันธุกรกิจความงามของ Johnson & Johnson มีรายได้ปีละ 207,000 ล้านบาทจาก 9 แบรนด์ลูก เช่น Neutrogena, Clean&Clear และ Johnson

สรุป

Beauty Blogger

แม้ทั้ง 7 แบรนด์เครื่องสําอางจะมีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกัน แต่ทุกแบรนด์ขึ้นเป็นผู้นำธุรกิจเครื่องสำอาง สกินแคร์และความสวยงามของโลกได้ เพราะการมุ่งมั่นพัฒนาสินค้าที่ช่วยให้ผู้คนมีสุขภาพดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมีความสุขเพิ่มขึ้นในระยะยาว ไม่ใช่แบรนด์สร้างกระแส ด้วยคำชักชวนเกินจริงเช่น ใช้แล้วสวยด่วน ขาวไว หรือขายแล้วรวยเร็ว ที่ล่อให้คุณติดกับดักเหมือนแมงเม่าที่ใช้แล้วผิวดีขึ้นระยะสั้นแล้วหน้าพังระยะยาว หรือขายแล้วดีในระยะสั้น แต่ขาดทุนและเสียเพื่อนในระยะยาว

วาคาอิหวังว่าคุณจะเข้าใจภาพรวมของธุรกิจความสวยความงามเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อดูแลผิวอย่างถูกวิธีโดยไม่ต้องลงทุนจนกระเป๋าฉีก หรือเพื่อลงทุนค้าขายกับแบรนด์ที่ช่วยลูกค้าคุณและธุรกิจของคุณในระยะยาวอย่างแท้จริง

ถ้าคุณชอบบทความนี้ ช่วยแชร์ให้เพื่อนและคนที่คุณรักได้เข้าใจผิวตัวเองและธุรกิจตัวเองเพิ่มขึ้นไปด้วยกันคะ

- วาคาอิ -

วาคาอิ

วาคาอิ - ที่ปรึกษาผิวสวย สุขภาพดี เพื่อมีความสุขและสนุกกับทุกวันของชีวิต

This Post Has 3 Comments

  1. Minnie

    มีประโยชน์มากคะ

Leave a Reply