เคล็ดลับ หน้าใส ไร้สิวฝ้า ให้ไวและปลอดภัย โดยไม่ถูกใครหลอกอีกต่อไป

เคล็ดลับ หน้าใส

ทุกคนรวมถึงคุณก็อยากสวยจากการค้นพบ เคล็ดลับ หน้าใส ไร้สิวฝ้า ด้วยกันทั้งนั้น แต่จะมีสักกี่คนที่เริ่มต้นด้วยความเข้าใจผิวและการดูแลผิวที่เหมาะกับตัวเองอย่างแท้จริง

ทั้งเจ็บตัวและปวดใจมาแล้วไม่รู้เท่าไหร่
ก็ไม่ยอมเริ่มต้นใหม่ด้วยการทำความเข้าใจผิวตัวเองสักที

บางคนหลงผิดไปสายมืดสวยไว ขาวเร็ว ก็ต้องเสียใจกับผิวพังเมื่อหยุดใช้ หรือเมื่อเวลาผ่านไปในระยะยาว

1.
ทำไมคุณต้องเข้าใจผิวตัวเอง?

สกินแคร์แบรนด์นั้นก็ดูดี แบรนด์นี้ก็น่าใช้ แล้วเราจะตัดสินใจได้ยังงัยว่าควรเลือกตัวไหน ถ้าเราไม่มีความรู้เกี่ยวกับผิวหนังเลยจริงมั๊ยคะ

ทำไมคุณต้องเข้าใจผิวตัวเอง?

  1. ลดความเสี่ยงที่จะทำให้คุณหน้าพัง หรือกระเป๋าฉีก จากสิ่งล่อใจและโฆษณาชวนเชื่อ
  2. ช่วยให้คุณลงทุนดูแลผิวตัวเองอย่างคุ้มค่าเพื่อ สวยใส ไร้สิวฝ้า ได้ไว ประหยัดและปลอดภัยที่สุด
  3. ช่วยคุณให้เข้าใจพื้นฐานของผิวสวยที่แสดงถึงสุขภาพดีกลายเป็นสมบัติล้ำค่าและเป็นพลัง ที่ช่วยให้คุณตื่นขึ้นมาอย่างมีความสุขและมีพลังที่จะสนุกกับทุกวันของชีวิต

2.
ผิวคุณทำงานอย่างไร?

ผิวคุณคือสิ่งมหัศจรรย์มีการทำงานอย่างเป็นระบบในการดูแลผิวทั้ง บำรุง ฟื้นฟูและปกป้องผิวในแต่ละช่วงเวลาที่แตกต่างกันตลอด 24 ชั่วโมง (Skin Clock)

ตอนกลางวันระบบป้องกัน

กระตุ้นการสร้างเกราะป้องกันผิว

  • เพิ่มความชุ่มชื้น
  • สร้างไขมันเคลือบผิว
  • เพิ่มความยืดหยุ่นผิว

ตอนกลางคืนระบบบำรุงรักษา

ฟื้นฟูและเสริมสร้างเซลล์ผิวใหม่

  • ซ่อมแซม DNA ผิว
  • สร้างเซลล์ผิวใหม่
  • สร้างคอลลาเจน

เมื่ออายุเยอะขึ้น (ความแข็งแรงผิวลดลง)

  • ผลิตน้ำมันเคลือบผิวน้อยลง
  • Lipid (สารไขมันตัวยึดเซลล์ผิว) น้อยลง
  • เสียน้ำเยอะขึ้น
  • ผิวเหี่ยวง่าย
  • ผิวอ่อนแอ
  • แพ้ง่ายขึ้น

3.
โครงสร้างผิวคุณเป็นอย่างไร?

โครงสร้างของผิวมี 3 ชั้น

1. ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis)

ชั้นหนังกำพร้า เป็นชั้นที่อยู่นอกสุด ทำหน้าที่ช่วยปกป้องผิวเราจากสารพิษ, แบคทีเรีย และการสูญเสียน้ำ ชั้นหนังกำพร้านี้จะมี ชั้นย่อย ซึ่งจะมีส่วนในกระบวนการผลัดเซลล์ผิว (Keratinization) ทุก 28 วันจากภายในสู่ภายนอกสุด แล้วจะหลุดลอกออกเป็นขี้ไคล หรือรังแค

โฆษณาของสกินแคร์และคลีนิคหมอที่ว่าขาวเร็วสวยวัยได้ใน 3 – 7 วัน คือการลอกผิวชั้นหนังกำพร้าของคุณ ซึ่งเป็นการทำร้ายผิวคุณโดยไม่รู้ตัว

ในชั้นหนังกำพร้าเอง ประกอบไปด้วยเซลล์หลัก 4 ประเภท คือ

  • KERATINOCYTES เป็นเซลล์ที่ผลิตโปรตีนเคราติน ซึ่งทำให้ผิวหนังแข็ง และมีคุณสมบัติกันน้ำ
  • MELANOCYTES เป็นเซลล์ผลิตเม็ดสีของผิวหนัง และป้องกันรังสี UV
  • LANGERHANS CELLS เป็นเซลล์สายปราบปราม ทำหน้าที่สืบเสาะ ค้นหา และทำลายเชื้อหรือสิ่งแปลกปลอม
  • MERKEL CELLS เป็นเซลล์ที่อยู่ชั้นในสุดของชั้นหนังกำพร้า ผิวของคุณจะนุ่ม หรือกระด้าง ก็ขึ้นอยู่กับเซลล์ตัวนี้ค่ะ

ค่า pH ผิวคุณสำคัญอย่างไร

ค่า pH ของผิวมีหน้าที่สำคัญ ช่วยรักษาความอ่อนนุ่มให้ผิว และปกป้องผิวจากเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา
ร่างกายคุณจะทำให้ผิวมีค่าเป็นกรดอ่อนๆ (pH 5.4-5.9) เพื่อปกป้องคุณจากสารพิษและแบคทีเรียภายนอก

ถ้าค่า pH ของผิวคุณมีความเป็นด่าง (เช่น จากการล้างหน้าด้วยสบู่ซึ่งมีความเป็นด่างสูง) เกราะปกป้องผิวตามธรรมชาติจะถูกทำลาย ทำให้สูญเสียน้ำ และผิวแห้งเสีย เพราะชั้นผิวที่ปกคลุมด้านนอกไม่สามารถทำงานเป็นเกราะปกป้องผิวได้ ทำให้ผิวบอบบาง แพ้ง่าย

การล้างหน้าด้วยสบู่ซึ่งปรกติเป็นด่างสูง (pH 9 - 12) เป็นการทำความสะอาดแบบทำลายล้างทั้งความชุ่มชื้น ไขมันที่จำเป็น ซึ่งคุณลงทุนบำรุงผิวไว้ออกจนหมด เหมือนคุณโยนเงินและเวลาที่คุณดูแลผิวทิ้งถังขยะโดยไม่รู้ตัว

ผิวชั้นหนังกำพร้านี้มีความหนาเพียง 0.1 มม. ซึ่งส่วนที่บอบบางที่สุดคือบริเวณรอบดวงตา (0.05 มม.) และหนาสุดคือบริเวณฝ่าเท้า (1-5 มม.)

ผิวหน้าคุณอาจสีคล้ำหรือดำขึ้น เพราะร่างกายคุณจะผลิตเมลานินเพิ่มขึ้นเพื่อปกป้องคุณจากแสงแดด ดังนั้นถ้าอยากมีผิวสวยหน้าใส คุณต้องทาครีมกันแดดที่มี SPF 50+ และ PA++++ อยู่เสมอ

2. ชั้นหนังแท้ (Dermis)

ชั้นหนังแท้ เป็นชั้นที่มีความหนาและยืดหยุ่น (เหมือนคลื่นอยู่ใต้หนังกำพร้า) แบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นบนเป็นที่รวบรวมของปลายประสาท ส่วนชั้นล่างคือส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความยืดหยุ่นของผิวหนัง เป็นชั้นที่เต็มไปด้วย คอลลาเจน (COLLAGEN) อีลาสติน (ELASTIN) และกรดไฮยาลูโรนิค (HYALURONIC ACID)

คอลลาเจน (COLLAGEN)

คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่มีอยู่ในร่างกายมนุษย์มากที่สุดประเภทหนึ่ง มีคุณสมบัติทำให้ผิวหนังแข็งแรง เต่งตึง ไม่หย่อนคล้อย ความจริงที่น่าตกใจและคุณอาจคาดไม่ถึง คือคอลลาเจนหนึ่งกรัม มีความแข็งแรงมากกว่าเหล็กหนึ่งกรัมอีกนะคะ

อีลาสติน (ELASTIN)

อีลาสตินเป็นโปรตีนอีกประเภทหนึ่งที่มีอยู่ในผิวหนัง คุณสมบัติของมันก็ตามชื่อเลยค่ะ คือให้ความยืดหยุ่น  ลองนึกภาพเหมือนนหนังยางค่ะ คือทำให้ผิวหนังสามารถกลับคืนสู่สภาพเดิม หลังจากถูกยืด หยิก บิด หรือขยำ

กรดไฮยาลูโรนิค (HYALURONIC ACID)

กรดไฮยาลูโรนิค เป็นโมเลกุลของน้ำตาลประเภทหนึ่ง มีคุณสมบัติทำให้ผิวหนังนุ่ม ฟู ชุ่มชื้น จึงทำให้ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ชูประเด็นเล่นเรื่องกรดไฮยาลูโรนิคกันแทบทุกยี่ห้อ และยังถูกใช้เป็นยาฉีด (FILLER) เข้าไปในชั้นผิวหนังอีกด้วย

กิจวัตรประจำวัน และปัจจัยภายนอก เช่น แสงแดด การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ มีผลต่อระดับคอลลาเจน อิลาสติน

ขณะที่เมื่ออายุเพิ่มขึ้น การผลิตคอลลาเจน อิลาสติน และความสามารถในการจับกับน้ำของไฮยาลูรอนก็ลดลง ผิวขาดความกระชับ ยืดหยุ่น เกิดริ้วรอย

3. ชั้นไขมัน (Subcutis)

ชั้นไขมัน โปรตีนคอลลาเจน และหลอดเลือดต่างๆที่มาหล่อเลี้ยงจำนวนมาก ทำหน้าที่กักเก็บพลังงาน เป็นเหมือนเบาะกันกระแทกให้กับอวัยวะภายใน

4.
7 พฤติกรรมคุณที่ทำร้ายผิวอย่างรุนแรงโดยไม่รู้ตัว

เมื่อคุณเข้าใจผิวและรักผิวตัวเองเพิ่มขึ้นแล้ว ลองสำรวจดูว่าทุกวันนี้คุณเผลอมี 7 พฤติกรรมที่ทำร้ายผิวโดยไม่รู้ตัวอยู่หรือเปล่า

1. ใช้น้ำอุ่นล้างหน้า

การใช้น้ำอุ่นล้างหน้าจะทำให้ผิวคุณแห้งมาก เพราะน้ำอุ่นจะล้างน้ำมันเคลือบผิวและน้ำมันในเซลผิวซึ่งทำหน้าที่ปกป้องผิวคุณออกมากเกินไป คุณควรใช้น้ำธรรมดาอุณหภูมิปรกติ

2. ล้างหน้ากับฝักบัว

น้ำจากฝกบัวจะมีแรงดันค่อนข้างแรงทำให้ความมันบนใบหน้าถูกชะล้างออกไปหมด นอกจากทำให้ผิวแห้งแล้วยังมีผลทำให้รูขุมขนกว้างขึ้นอีกด้วย คุณควรล้างหน้าด้วยการสัมผัสจากมือเบา ๆ ก็พอ

3. ใช่สบู่ล้างหน้า

ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารทำความสะอาดจากสบู่ที่อยู่ในรูปแบบ สบู่ เจล โฟม จะมีค่าความเป็นด่างสูง (pH 9-12) ซึ่งให้ผิวคุณซึ่งเป็นกรดอ่อนๆ (pH 5.5) เสียความสมดุลย์และอ่อนแอ สบู่จะล้างความชุ่มชื้น น้ำมันที่จำเป็นต่อผิว และครีมบำรุงที่คุณลงทุนมาเป็นเวลานานออกจนหมด ทำให้ผิวแห้งและขาดน้ำอย่างรุนแรง จนหน้าคุณจึงทั้งฝืดและเอี๊ยด

ทำให้คุณเกิดปัญผิวต่างๆ ตามมาอีกมากมายทั้งสิว ฝ้า กระ และริ้วรอยก่อนวัย ดังนั้นคุณควรล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดแบบอ่อนโยนโดยโดยใช้สารที่ไม่มีสบู่ (Mild Surfactant)

4. ปล่อยให้น้ำยาสระผมโดนหน้า

ถึงแม้คุณจะรู้ว่าการล้างหน้าด้วยสบู่อันตรายต่อผิวหน้าคุณแค่ไหน แล้วหันไปใช้ใช้สารที่ไม่มีสบู่ (Mild Surfactant) แทน แต่ในขณะที่สระผมคุณมักเผลอทำร้ายผิวหน้าปล่อยให้ฟองน้ำยาสระผมไหลผ่านใบหน้าโดยไม่รู้ตัว เพราะน้ำยาสระผมก็ใช้สารทำความสะอาดจากสบู่ที่ทำร้ายผิวหน้าคุณเหมือนเดิม

5. ใช้ครีมและสกินแคร์ที่แรงและอันตราย

ใครๆ ก็อยากมีผิวสวยสุขภาพดีด้วยกันทั้งนั้น แต่การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ตามโฆษณาด้วยความไม่เข้าใจ อาจเหมือนช่วยให้คุณดีขึ้นในระยะสั้น แต่อาจเป็นการทำร้ายผิวและสร้างปัญหาผิวร้ายแรงให้คุณอีกมากมายในอนาคต

เพราะอาจใช้สารสกัดหลายตัวที่อันตรายต่อผิวคุณมากเช่น สเตียรอยด์ สารปรอท หรือพาราเบน วาคาอิเราเกิดขึ้นเพื่ออยากให้คุณและเพื่อนๆที่รักผิวทุกคนเริ่มต้นด้วยความเข้าใจแล้วพัฒนาตัวเองเพื่อผิวสวยสุขภาพดีไปด้วยกันทุกวัน

6. ไม่ทาครีมกันแดด

แสงแดดมีคุณอนันต์ช่วยให้แสงสว่างและช่วยให้สิ่งมีชีวิตได้เติบโต แต่ก็มีโทษอย่างมหันต์ที่คอยทำร้ายผิวคุณอย่างรุนแรงสร้างปัญหาสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ ริ้วรอยก่อนวัย หรือถึงขั้นเป็นมะเร็งผิวหนังได้เลย คุณควรทากันแดดที่มีค่าการป้องกันสูงสุด SPF 50 + และ PA ++++ ทุกวันแม้คุณไม่ได้ออกจากบ้าน

7. ใช้ครีมกันแดดที่มีสารอันตราย

เพื่อกันแดดและปกป้องผิวคุณให้ได้สูงสุด ครีมกันแดดจึงมีความซับซ้อนในการผลิตสูง พบว่ามีหลายผลิตภัณฑ์กันแดดนิยมใช้สารสกัดที่เป็นอันตราย ที่สามารถซึมเข้าสู่กระแสเลือดส่งผลกระทบต่อฮอร์โมน ต่อมไร้ท่อ และ DNA ของคุณได้เลย เช่น Oxybenzone, Octocrylene, Homosalate ซึ่งคุณควรหลีกเลี่ยง

5.
สกินแคร์ เคล็ดลับ หน้าใส ไร้สิวฝ้า เริ่มต้นอย่างไร ?

เพราะทุกคนอยากสวยและสุขภาพดีทำให้โลกของสกินแคร์มีมูลค่าหลายแสนล้าน มีข้อมูลทั้งจริงและไม่จริงมากมายจนคุณไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหน การดูแลผิวให้ดี ประหยัดและปลอดภัยที่สุด คุณสามารถเริ่มต้นด้วยกิจวัตรประจำวันซึ่งเป็นพื้นฐาน 3 ขั้นตอนดังนี้

3 ขั้นตอนดูแลผิวสวย เคล็ดลับ หน้าใส ไร้สิวฝ้า

การล้างหน้า

ทำความสะอาดผิวอย่างถูกวิธีทำอย่างไร?

การล้างหน้าให้ผิวสะอาดโดยไม่ ทำลายล้างทั้งความชุ่มชื้น ไขมันที่จำเป็น ซึ่งคุณลงทุนบำรุงผิวไว้ออกจนหมด เหมือนคุณโยนเงินและเวลาที่คุณดูแลผิวทิ้งถังขยะโดยไม่รู้ตัว เป็น “หัวใจ” ของการมีสุขภาพผิวดีเพื่อเตรียมผิวให้พร้อมก่อนการบำรุง

**ความเชื่อผิดๆ เรื่องการล้างหน้าว่าจะสะอาดต้องผิวตึง ฝืดและเอี๊ยด นั้นเป็นการทำให้ผิวคุณสูญเสียความชุ่มชื้นและไขมันที่จำเป็นต่อผิวคุณที่คุณได้ลงทุนลงแรงดูแลมาเป็นเวลานานจนหมด ในระยะยาวผิวคุณจะอ่อนแอลง แห้งกร้าน ขาดน้ำ และทำให้เป็นสิวและฝ้าหนักขึ้น

ประเภทของสารทำความสะอาดผิวหน้า

แม้ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้ามีให้เลือกหลากหลายเช่น สบู่ ครีม เจล หรือโฟม แต่ถ้าแบ่งตามพื้นฐานสารที่ใช้ทำความสะอาดจะแยกได้เป็น 2 ปรเภทหลักคือ

ทำความสะอาดโดยใช้สบู่ (SLS, SLES)

สบู่ ในอีตเป็นสารทำความสะอาดที่นิยมใช้มากที่สุดเพราะ ราคาถูก ทำความสะอาดดี มีฟองมาก และละลายน้ำได้ดี แต่ปัจจุบัน ไม่แนะนำให้ใช้ เพราะมีความเป็นด่างสูง (pH 9 – 12) อาจจะไปทำลายโครงสร้างตามธรรมชาติของผิวเกราะป้องกันของผิวแย่ลง ลดการอุ้มน้ำ เกิดการระคายเคือง ส่งผลเสียต่อสุขภาพผิว

ทำความสะอาดแบบอ่อนโยนโดยใช้สารที่ไม่มีสบู่ (Mild Surfactant)

สะอาดโดยยังสามารถรักษาความชุ่มชื้นและไขมันที่จำเป็น แบบอ่อนโยนต่อผิวคุณ ไม่ทำให้แพ้หรือระคายเคือง ด้วยความเป็นกรดอ่อนๆ (pH 5.5) เหมือนผิวคุณ

การบำรุงหน้า

ร่างกายคุณจะแข็งแรงสุขภาพดีเมื่อได้รับการบำรุงที่ถูกต้องและเพียงพอ ผิวหน้าคุณจะสวยใส ไร้สิวฝ้า และสุขภาพผิวดีได้เพราะได้รับการบำรุงอย่างถูกต้องและเพียงพอเช่นกัน

ผิวหน้าคุณมีการทำงานอย่างเป็นระบบในการดูแลผิวทั้ง บำรุง ฟื้นฟูและปกป้องผิวในแต่ละช่วงเวลาที่แตกต่างกันตลอด 24 ชั่วโมง (Skin Clock) อยู่แล้ว แต่เมื่ออายุเพิ่มขึ้น (ความแข็งแรงผิวลดลง) ความสามารถในการดูแลผิวคุณจะลดลง ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ความเครียด มลพิษมากมาย ยิ่งทำให้ความสามารถในการดูแลผิวของคุณลดลงอย่างมากเป็นทวีคูณ

จำเป็นต้องบำรุงผิวหน้าอย่างถูกต้องและเพียงพอ ยิ่งคุณเริ่มการบำรุงผิวหน้าตั้งแต่อายุยังน้อยเท่าไหร่ ยิ่งดีต่อผิวคุณในระยะยาวเท่านั้น

1. บำรุงรอบดวงตา (Eye Cream)

ผิวหนังรอบดวงตาเป็นผิวที่บอบบางที่สุดของตัวคุณ การทาอายส์ครีมเป็นเรื่องของการเหนี่ยวรั้งสภาพผิวรอบดวงตาไม่ให้หย่อนยาน หากใช้ประจำในระยะยาว จะช่วยป้องกันริ้วรอยและลดการสูญเสียคอลลาเจนได้

2. บำรุงหน้าด้วยเซรั่ม (Serum)

เซรั่มเป็นสกินแคร์ที่อัดแน่นด้วยส่วนผสมออกฤทธิ์บำรุงผิวที่สุด

เซรั่มหลัก - ความชุ่มชื้น (Moisturizer)

เซรั่มหลัก - ความชุ่มชื้น Moisturizer
เซรั่มหลัก - ความชุ่มชื้น Moisturizer

เป็นการบำรุงผิวหน้าที่คุณควรให้ความสำคัญและลงทุนมากที่สุด เพราะผิวหน้าคุณมีน้ำและไขมันเป็นส่วนประกอบสำคัญ ดังนั้นหากคุณต้องการมีสุขภาพผิวหน้าดีและแข็งแรง ต้องบำรุงให้มีความชุ่มชื้นอย่างเพียงพอ หากผิวคุณขาดน้ำจะกลายเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวคุณอ่อนแอและสร้างปัญหาใหญ่ให้ผิวคุณอีกมากมายทั้งสิว ฝ้า กระ จุด่างดำ และริ้วรอย

เซรั่มเสริม - ตามวัยและตามแต่สภาพผิวต้องการ

เซรั่มเสริม - ตามวัยและสภาพผิวที่ต้องการ
เซรั่มเสริม - ตามวัยและสภาพผิวที่ต้องการ

บำรุงช่วงกลางวัน

ควรใช้เซรั่มแอนติออกซิแดนต์ด้วย เพราะให้ผลครอบคลุมทั้งลดการอักเสบผิว ปกป้องผิวจากรังสียูวี มลภาวะต่างๆ

บำรุงช่วงกลางคืน

เป็นช่วงที่ร่างกายและผิวเตรียมซ่อมแซมส่วนต่างๆ ขณะที่เรานอนหลับ จึงควรใช้เซรั่มหรือทรีตเมนต์ที่แก้ปัญหาผิวเฉพาะเจาะจง ซึ่งมักมีส่วนผสมที่แรงขึ้นอย่างวิตามินซี เรตินอล เปปไทด์ เช่น เซรั่มวิตามินซีจะช่วยหน้าใส ลดเลือนฝ้า กระ จุดด่างดำ ต้านริ้วรอย เซรั่มกระตุ้นการผลัดผิว ยาแต้มสิว และควรสังเกตดูตามสภาพผิวในช่วงเวลานั้นๆ

การปกป้องผิวหน้าด้วยครีมกันแดด (Sunscreen)

หลังจากทาครีมบำรุงผิวหน้าแล้ว สิ่งที่ละเลยไม่ได้เด็ดขาดก็คือ การทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะในช่วงกลางวัน แม้ว่าคุณจะไม่ได้ออกจากบ้านก็ตาม แต่แสงไฟและแสงจากหน้าจอคอม/มือถือก็มีผลทำให้เกิดฝ้า ริ้วรอยก่อนวัย และผิวหน้าหมองคล้ำ

แสงจากดวงอาทิตย์อันตรายต่อผิวสวยคุณมากกว่าที่คิด

จากการศึกษาพบกว่า รังสี UV หรือ รังสีอัลตราไวโอเลต  (Ultraviolet) ซึ่งมาจากแสงแดดเป็นศัตรูตัวร้ายอันดับหนึ่ง เป็นสาเหตุ 80-90% ของริ้วรอยแห่งวัยบนผิวหนังคุณ  ส่วนอีก 10-20% ที่เหลือเป็นปัจจัยอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี อาหารการกิน มลพิษต่างๆ

รังสี UV จะไปกระตุ้นเอนไซม์ชนิดหนึ่ง ซึ่งจะไปทำลายคอลลาเจน ทำลายโครงสร้างของผิวหนัง ทำให้ริ้วรอยที่อาจเกิดขึ้นตามวัยเด่นชัดขึ้น และยับยั้งกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ของผิวหนังคุณอีกด้วย

นอกจากนี้ รังสี UV ยังก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งจะไปทำลายเซลล์ผิวหนังของคุณ และยังทำให้เกิดการสะสมโปรตีนที่เรียกว่า PROGERIN ซึ่งโปรตีนตัวนี้จะทำให้เซลล์ผิวหนังของคุณอายุสั้นลง

คุณอาจไม่เคยคิดว่าแค่การออกไปตากแดดรับรังสี UV จะเป็นภัยต่อผิวหนังได้มากขนาดนี้  ดังนั้นถ้าหลีกเลี่ยงการออกแดดไม่ได้ อย่าลืมให้ความสำคัญกับการใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดที่มีคุณภาพให้ผิวสวยที่คุณรัก เพราะอย่างไรเสียราคาก็ถูกกว่าการบูรณะฟื้นฟูสภาพผิวแน่นอน

5 วิธีเลือกครีมกันแดดที่ดีที่สุด

1 ) ป้องกัน UVB ได้สูงสุดด้วย SPF 50 +

UVB คือ รังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet) ความยาวคลื่นขนาดกลาง ที่มาจากแสงแดดและสร้างความเสียหายให้กับผิวหนังของ คุณ ให้ทำผิวไหม้แดด เกรียมแดด และแสบร้อนได้ เป็นการทำลายผิวในชั้นหนังกำพร้า

SPF เป็นการระบุความสามารถในการป้องกันรังสี UVB, ยิ่งตัวเลขสูงประสิทธิภาพการดูดซับรังสี UVB ก็จะยิ่งมากขึ้น ซึ่งการดูดซับ UVB สูงขึ้นก็หมายความว่าสามารถป้องกันได้ดีนั่นเอง

SPF 50+ เป็นค่าสูงสุดที่ อย. ประเทศไทยรองรับว่าสามารถ ดูดซับ UVB ได้มากที่สุดถึง 98%

2) ป้องกัน UVA สูงสุดด้วย PA ++++

UVA คือ รังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet) ความยาวคลื่นสูงซึ่งอันตรายกว่า UVB เพราะจะทำลายเซลล์ผิวของคุณอย่างถาวร เป็นต้นเหตุให้เกิดฝ้า ริ้วรอย มะเร็งผิวหนัง

PA เป็นการระบุความสามารถในการป้องกันรังสี UVA,  เครื่องหมาย + ที่ถือเป็นระดับการป้องกันรังสี UVA นั้นเอง ยิ่งเครื่องหมาย + มากก็ยิ่งปกป้องรังสี UVA ได้สูง

PA++++ เป็นค่าสูงสุดที่ระบุว่าสามารถป้องกัน UVA ได้สูงสุด

3) สามารถป้องกันแสงสีฟ้า (Blue Light) จากจออิเล็คทรอนิกส์

แสงสีฟ้านี้ก็จะไปทำปฏิกิริยากับผิวของเราด้วยการเข้าไปสร้างสารอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวคุณเสื่อมสภาพเร็วมากขึ้น แม้แสงสีฟ้าจะไม่รุนแรงเท่า UVA แต่สามารถทะลุชั้นผิวได้ลึกจนถึงผิวหนังชั้นแท้ (Dermis) หรือชั้นที่มีคอลลาเจน อีลาสติน ทำให้เกิดฝ้า จุดด่างดำ และทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ

4) ไม่เหนอะ ไม่วอก ซึมเร็ว

5) ไม่มีสารอันตรายที่พึงระวังจากครีมกันแดด

6.
สรุป

ใครๆ ก็อยากมีผิวสวยสุขภาพดีด้วยกันทั้งนั้น แต่การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ตามโฆษณาด้วยความไม่เข้าใจ อาจเหมือนช่วยให้คุณดีขึ้นในระยะสั้น แต่อาจเป็นการทำร้ายผิวและสร้างปัญหาผิวร้ายแรงให้คุณอีกมากมายในอนาคต วาคาอิเราเกิดขึ้นเพื่ออยากให้คุณและเพื่อนๆที่รักผิวทุกคนเริ่มต้นด้วยความเข้าใจแล้วพัฒนาตัวเองเพื่อผิวสวยสุขภาพดีไปด้วยกันทุกวัน

เมื่อเริ่มต้นด้วยความเข้าใจผิวที่ถูกต้องแล้ว คุณจะ หน้าใส ไร้สิวฝ้า ได้ไวและปลอดภัย ไปนานแสนนาน โดยไม่หวั่นไหวต่อคำโฆษณาชวนเชื่อจนผิวพังหรือกระเป๋าฉีกอีกต่อไป ถ้าคุณชอบบทความนี้ ช่วยแชร์ให้เพื่อนและคนที่คุณรักได้เข้าใจผิวตัวเองเพิ่มขึ้นไปด้วยกันคะ

- วาคาอิ -

วาคาอิ

วาคาอิ - ที่ปรึกษาผิวสวย สุขภาพดี เพื่อมีความสุขและสนุกกับทุกวันของชีวิต

This Post Has 3 Comments

  1. BabyGift

    ขอบคุณสำหรับสาระดีมีประโยชน์ค่า

  2. เปรมณีย์ นิธิพรพัฒนชัย

    สาระเพียบ !! ความรู้ดีๆ ที่ควรรู้ก่อนใช้สกินแคร์ แต่เชื่อว่าแทบจะ 100% ไม่เคยรู้มาก่อนใช้ค่ะ 🤣🤣 ขอบคุณวาคาอิ 🙏🙏 มากๆ ค่ะ

Leave a Reply